ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ กล่าวว่า ผู้ได้ชื่อว่า ''ทำกับข้าวเป็น'' จะต้องมาจากการฝึกทำบ่อยๆ รู้จักปรับรสชาติที่ไม่เข้าที่เข้าทางให้กลมกล่อมตามสูตรดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น เสน่ห์ปลายจวักยังอยู่ที่การคาดคะเนเป็น เพราะพริก หอม กระเทียม เครื่องปรุงต่างๆ นั้นก็มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ไม่เท่ากัน กับข้าวในวังก็เหมือนกับที่กินกันทั่วไป แต่อร่อยที่การปรุงรส อาหารทุกอย่างมีขั้นตอนที่คนปรุงต้องเรียนรู้และฝึกฝน





M.L. Nueang Nilrat is a person who defines the term "good cooking" or in other words is "a person who really knows how to cook" this consists of practicing often and learning how to add flavours according to traditional recipes. Moreover, the charm of cooking is being able to estimate the various sizes of ingredients, such as chillies to onion and garlic that gives different degrees of taste. Royal cuisine does not distinguish itself from general Thai cuisine but for the differences in the amounts of ingredients added this gives Royal cuisine its distinct flavours. All the kinds of food that we cook have their own unique methods that depend on the cooks know how.



Saturday, December 7, 2013

ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา 5 ธันวาคม 2556

​พระบรมฉายาลักษณ์องค์นี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในบ้านของข้าพเจ้ามานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว นานจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเอามาให้ เป็นภาพที่พระองค์ยกพระหัตถ์ แย้มสรวลน้อยๆ อันทำให้พระพักตร์งามอ่อนโยน
​สำหรับความประทับใจในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่มีแต่เดี๋ยวนี้ ทั้งครอบครัวของข้าพเจ้า จงรักภักดีมาตั้งแต่พระองค์ท่านยังทรงพระเยาว์ 
​วันหนึ่งในวังสวนสุนันทา มีข่าวกระจายออกมาว่า พระองค์ชายทั้งสองพระองค์ จะเสด็จมาเฝ้าพระวิมาดาเธอฯ มีพระพี่เลี้ยง คือ แม่อู๊ด ติดตามมาด้วย
​แม่อู๊ดกับข้าพเจ้าชอบพอกันอยู่ ตั้งแต่แม่อู๊ดยังไม่ไปอยู่วังสระปทุมกับสมเด็จพระบรมราชชนนี
​เมื่อก่อนแกเอาหวีรูปแบบต่างๆ ที่ทำด้วยกระมาขายในวังสวนสุนันทา ข้าพเจ้าและพวกข้าหลวงคนอื่นๆ ก็ช่วยซื้อของแกทุกครั้ง
​แม่อู๊ดกินหมากตลอดเวลา แกไปไหนไม่ยักหอบหมากไปด้วย ข้าพเจ้าต้องหาหมากพลูของท่านย่าไปให้แก แกก็เลยชอบข้าพเจ้ามากกว่าใครๆ
​รถพระที่นั่งวิ่งเข้ามาในสวนสุนันทา วิ่งไปจอดที่เรือนท่านย่า (หม่อมเจ้าหญิงสะบาย นิลรัตน์) แทนที่จะไปจอดหน้าพระตำหนัก
​ข้าพเจ้า หม่อมราชวงศ์ศรีคำ ทองแถม และหม่อมราชวงศ์สินธุ์ สิงหรา แอบอยู่โคนต้นมะไฟ เมื่อพระองค์ชายทั้งสองพระองค์เสด็จลงจากรถ พวกเราจ้องมองตาไม่กระพริบ มีสองตาไม่พอดู อยากมีสักสี่ตา
​ทั้งสองพระองค์ทรงหมวกแขกกลมๆ มีพู่ห้อย ที่ขายในงานภูเขาทอง ข้าพเจ้ารู้จากแม่อู๊ดว่า เสด็จไปงานภูเขาทองก่อนเสด็จมาที่วังสวนสุนันทา
​ทั้งพระองค์พี่และพระองค์น้องผิวพรรณขาวสะอาด รูปร่างงดงาม พระพักตร์ทั้งสองพระองค์งดงามมาก แต่พระองค์พี่งามกว่าพระองค์น้อง เป็นชายงามทั้งคู่ ถ้าจะเปรียบก็ดุจอุณากรรณกับปันหยี
​พระหัตถ์ถือไม้ที่เหลาเป็นรูปดาบ พอเสด็จลงจากรถก็ทรงเล่นฟันดาบกัน แม่อู๊ดดุก็ไม่ฟัง วิ่งมั่งเดินมั่งไปตามถนนที่ไปสู่พระตำหนัก แม่อู๊ดก็ต้องวิ่งมั่งเดินมั่งตามเสด็จไป
​พวกเราอยากดูให้เต็มตา ก็วิ่งตามไปห่างๆ แม่อู๊ดบอกพวกเราว่า “อย่าวิ่งถึงหน้าพระตำหนักนะ เดี๋ยวพระวิมาดาเธอฯ จะทอดพระเนตรเห็น” เมื่อถึงหน้าพระตำหนัก ทั้งสองพระองค์ก็หยุดฟันดาบ แล้วทรงพระดำเนินเข้าไปในพระตำหนัก
​ตอนนี้พวกเราแอบอยู่ซอกอัฒจันทร์ (บันได) ก็ได้เห็นใกล้มาก พระพักตร์พระองค์พี่งามที่สุด งามจริงๆ ดูไม่เบื่อ
​พระพักตร์พระองค์น้องนิ่งขรึม ไม่ค่อยแย้มพระสรวล เมื่อเสด็จขึ้นบนพระตำหนักไป พวกเราจึงพากันกลับ นึกจะคอยแอบดูขากลับอีก
​พระวิมาดาเธอฯ รับสั่งให้ถอยรถพระที่นั่งจอดอยู่หน้าเรือนท่านย่า ให้มาจอดที่หน้าอัฒจันทร์พระตำหนัก เสด็จกลับจะได้ไม่ต้องทรงพระดำเนินไกล
​พวกเราเลยไม่ได้ดูพระองค์ชายทั้งสองพระองค์ตอนเสด็จกลับ พระองค์น้อง พอเสด็จขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำความดี ช่วยเหลือราษฎรตลอดมา ประชาชนรักใคร่และจงรักภักดีเป็นอันมาก
​บัดนี้ได้ข่าวว่าทรงพระประชวร รู้สึกไม่สบายใจกันทั้งบ้าน เปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวันเพื่อคอยฟังแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ฟังมาทุกวัน ก็ค่อยๆ โล่งใจขึ้นทุกวัน เพราะพระอาการดีขึ้นตามลำดับ ก่อนเข้านอนข้าพเจ้าสวดมนต์ทุกคืน
​อธิษฐานให้ทรงหายประชวร ให้เทพยดาอารักษ์ช่วยปกปักรักษาให้ทรงหายวันหายคืน มาเป็นมิ่งขวัญของคนไทยตลอดกาลนานเทอญ

นิตยสารพลอยแกมเพชร ปีที่ 16 ฉบับที่ 381 (15 ธันวาคม 2550)

Saturday, July 23, 2011

จำให้ขึ้นใจ ไว้เตือนตัวเอง

          คำกลอนบทนี้ ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์ คิดผูกขึ้นเอง ตามประสาคนไม่มีความรู้ในทางแต่งบทกลอน จึงอ่านแล้วไม่รื่นหู แต่เป็นสัจธรรมแห่งโลก ท่านที่เก่งในทางกาพย์กลอน โปรดให้อภัยข้าพเจ้าด้วย

     เกศาผมหงอกบอกว่าตัวเฒ่า
ตาหูฟันเล่าแก่แล้วทุกประการ
สังขารร่างกายอาศัยมานาน
คอยความวายปราณมาถึงเมื่อใด
เร่งทำความดีอย่าได้รอไป
ย้ายภพภูมิใหม่ไปเกิดที่ดี
บุญทานทำไว้จิตใจศีลมี
รูปงามเป็นเศรษฐีต้องใช่ตัวเรา


Saturday, July 9, 2011

ห่อหมกปลากราย

ตำรับบ้าน ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์ ปรุงโดย นิจ เหลี่ยมอุไร

เครื่องแกง
พริกแห้ง แช่น้ำให้นุ่ม                                 ๓๐      กรัม
ตะไคร้                                                  ๒๐      กรัม (๑ ต้น)
ข่า                                                      ๑๐      กรัม
ผิวมะกรูด                                              ๕        กรัม
หอมแดง                                               ๒๕     กรัม
กระเทียม                                              ๒๐      กรัม
รากผักชี                                                ๑        ราก
กระชาย                                                ๓๐      กรัม
พริกไทย                                               ๑/๒     ช้อนชา
กะปิ                                                    ๑๐      กรัม

เครื่องปรุง
เนื้อปลากรายขูด                                      ๑/๒     ก.ก.
ไข่เป็ด                                                  ๑        ฟอง
กะทิ                                                    ๒ ๑/๒ ถ้วย
น้ำปลา                                                 ๓        ช้อนโต๊ะ
เกลือ                                                    ๒       ช้อนชา
น้ำตาล                                                  ๒       ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า                                            ๑        ช้อนชา

วิธีทำ
พริกชี้ฟ้าแดงซอยเป็นเส้นๆ                          ๑        เม็ด
ใบมะกรูดซอยเป็นเส้นๆ                              ๓        ใบ
ใบโหระพาเด็ดเป็นใบๆ                               ๑๐๐    กรัม
ผักกาดขาวหรือกะหล่ำปลีซอยหยาบๆ             ๑๐๐    กรัม
ใบยอซอยหยาบๆ                                     ๑๐๐    กรัม

วิธีทำน้ำพริกแกง
โขลกพริกแห้ง ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด หอมแดง กระเทียม รากผักชี กระชาย พริกไทย ให้ละเอียด แล้วค่อยใส่กะปิลงไป โขลกต่อให้ละเอียด

วิธีทำห่อหมกปลากราย
๑. นำกะทิประมาณ ๑ ถ้วยใส่ในชามผสม ใส่น้ำพริกแกงลงไป คนจนน้ำพริกละลายเข้ากันดี
๒. ใส่ปลากรายขูดลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ค่อยๆ เติมกะทิที่เหลือลงไปจนหมด
๓. ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ น้ำตาล แล้วตอกใข่ใส่ลงไป คนให้เข้ากัน
๔. ลวกผัก บีบน้ำออก แล้วคลุกกับส่วนผสมที่ได้นิดหน่อย แล้วนำไปรองก้นกระทง
๕. ตักส่วนผสมใส่ลงไปจนเกือบเต็มกระทง จัดเรียงลงในรังถึง แล้วนึ่งไปประมาณ ๓๐ นาที
๖. ทำกะทิหยอดหน้าห่อหมก โดยนำกะทิ ๑/๒ ถ้วย ผสมกับแป้งข้าวเจ้า นำขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนข้น ยกลงพักไว้
๗. เมื่อนึ่งครบ ๓๐ นาที ราดหน้าแต่ละกระทงด้วยหัวกะทิที่เตรียมไว้ โรยด้วยใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้า (ถ้ามีผักชี ก็เด็ดเป็นใบๆ โรยลงไปด้วย) นึ่งต่อไปอีกประมาณ ๒ นาที ก็ปิดเตาและยกลงได้

วิธีทำกระทง ๔ มุม
ฉีกใบตองกว้างประมาณ ๕ ๑/๒ นิ้ว เอามาซ้อนกัน หาภาชนะกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ นิ้ว วางลงบนใบตอง ใช้มีดคมๆ กรีดรอบภาชนะนั้น ใบตองจะขาดเป็นแผ่นกลม จับวางซ้อนเอาทางมันออกข้างนอก สับเส้นริ้วใบตองกะให้เท่ากัน แล้วหักมุมมาเกย กลัดไม้กลัดทั้งสี่มุม

เครื่องแกง

คนให้ส่วนผสมเข้ากัน

ผักลวกรองก้นกระทง

ตักส่วนผสมใส่ลงในกระทง

กะทิหยอดหน้าห่อหมก ใบมะกรูดซอย พริกชี้ฟ้าซอย และผักชีเด็ดเป็นใบๆ

ห่อหมกปลากราย

Saturday, July 2, 2011

งานเขียนชิ้นแรก ~จบ~

ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์


ม.ร.ว. ศรีคำ ทองแถม


          ข้าพเจ้าจึงเข้าใจซึ้งว่า เขาก็รักปราถนาดีต่อเราไม่น้อยเลย ต่อมาข้าพเจ้าพาตัวพระเอกของข้าพเจ้าไปให้ดู โดยเรานัดกันไปเที่ยวชลบุรี มี คุณหญิง ม.ร.ว. เกื้อกมล สวัสดิ์สรยุทธ ไปด้วย คุณหญิงศรีคำจึงได้เห็นพระเอกของข้าพเจ้า เขาว่า “พี่เนื่องเธอนี่ยังโกหกเหมือนเมื่อเด็กๆ นะแก้ไม่หาย”
          จากนั้นเราก็ไปมาหาสู่กัน ไปทำบุญที่ไหนเราก็ไปด้วยกันทั้งใกล้และไกล เมื่อประมาณ ๒ ปีมานี้ ได้ทราบว่าไม่ใคร่สบายเบื่ออาหาร ข้าพเจ้าก็ทำอาหารเลือกเอาแต่ที่คุณหญิงชอบส่งไปให้ทานที่บ้านเป็นนิจสิน ด้วยรู้ว่าคนไม่สบายมักเบื่ออาหารบ้านตัวเอง หลังจากที่รักษาย้ายไปหลายแห่ง อาการไม่ดีขึ้นเลย ก็เข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลสมิติเวช กินยาก็แล้วผ่าตัดก็แล้ว ไปนอนโรงพยาบาลสมิติเวชตั้ง ๒-๓ ครั้ง ช่วยให้หายไม่ได้มีแต่ทุเลาเป็นครั้งคราว ใครบอกว่ามียาดีอยู่ที่ไหน ไกลเท่าไหร่ก็ไปซื้อมากิน ยาต้มหม้อละ ๔-๕ พันบาทก็ซื้อ กิน ๓-๔ หม้อยิ่งทรุดลงไป คุณหมอกำชัย ลูกชายคุณหญิงเป็นหมอประจำอยู่โรงพยาบาลราชบุรี ภรรยาคุณหมอก็เป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลราชบุรีเหมือนกัน ได้ตรวจว่าโรคที่เป็นนี้ไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้วนอกจากเทวดาจะมาโปรด จึงชี้แจงขอให้คุณแม่ไปนอนเจ็บสะดวกแก่การดูแลเอาใจใส่ ซึ่งคุณหญิงก็ยินยอมสมัครใจไป ข้าพเจ้ากลัวการเดินทางโดยรถประจำทางจึงไม่กล้าไปเยี่ยม คุณพิศมัยเพื่อนบ้านที่ชอบกันมากไปเยี่ยม เธอก็ว่ามากับคุณพิศมัยว่า “พี่เนื่องใจดำจึงไม่มาเยี่ยมเลย” คุณพิศมัยมาเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง แล้วบอกว่า “ถ้าพี่เนื่องไม่ไปเยี่ยมในวันสองวันนี้ กลัวว่าจะไม่ได้พบเห็นกันอีกเลย” ข้าพเจ้าตกใจมากเลิกกลัวอะไรๆ หมด วานคุณพิศมัยให้ช่วยพาไปเร็ว รุ่งขึ้นวันที่ ๒ มกราคม เราก็ไปกัน ๒ คน ไปถึงโรงพยาบาลราชบุรีเกือบ ๑๓.๐๐ น. ไปถึงคุณหญิงไม่พูดเสียแล้ว เห็นข้าพเจ้าเข้าร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง ข้าพเจ้าก็ปลอบใจไว้สุดแต่จะหาคำพูดได้ในขณะนั้นและนั่งอยู่ด้วยจนบ่าย ๔ โมงเย็น จึงจากมาขากลับข้าพเจ้าเข้าไปลาก็ร้องไห้อีก คงจะได้รู้ตัวว่า เราต้องจากกันอย่างไม่มีวันพบเห็นกันอีกต่อไป รุ่งเช้าวันที่ ๓ มกราคม ข้าพเจ้าก็ได้รับข่าวร้ายว่า คุณหญิงศรีคำ ถึงแก่กรรมเสียแล้ว คล้ายกับจะเจ็บรอให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยม พอพบหน้ากันแล้วก็จากกันไปเลย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายอ่านเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนมาทั้งหมดก็ย่อมจะเข้าใจเองว่า ข้าพเจ้าทุกข์ร้อน-เสียดาย-เสียใจ สักแค่ไหนเกินกว่าที่จะบอกเล่าออกมาเป็นคำพูด จึงขอจบเรื่องด้วยชีวิตที่ปิดฉากลงไปแล้ว

                            กราบสวัสดี แด่ท่านที่ทนอ่านทุกๆ ท่าน
                            ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

          จบแล้วค่ะงานเขียนชิ้นแรกของคุณย่า สอบถามจากป้า (นิจ เหลี่ยมอุไร) ว่าคุณย่าทำอาหารอะไรส่งไปให้คุณหญิงศรีคำ ป้าบอกว่า “คุณหญิงศรีคำชอบแกงคั่วเห็ดฟางพริกขี้หนูสดมาก ข้าวตัง-เมี่ยงลาวกับสาคูไส้ปลาก็ชอบ” ป้ายังเล่าต่ออีกว่า “คุณหญิงศรีคำเชี่ยวชาญการทำกระท้อนลอยแก้ว ป้ายังได้วิชาการทำกระท้อนลอยแก้วมาจากคุณหญิงเลย อีกอย่างคือ กะหรี่พัฟ คุณหญิงไปเรียนมาจากที่ไหนไม่รู้ เสียค่าเรียนไป ๕๐๐ บาท เรียนเสร็จแล้วก็มาสอนป้าต่อ ช่วงนี้เป็นหน้ากระท้อน แพงทำกระท้อนลอยแก้วสิ เดี๋ยวป้าบอกวิธีทำให้”
            กระท้อนลอยแก้ว
เครื่องปรุง
          กระท้อน                 ๕       ผล
          น้ำตาลทราย            ๕๐๐   กรัม
          เกลือป่น                  ๒       ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
          เชื่อมน้ำตาลให้ข้นเตรียมไว้ ละลายเกลือด้วยน้ำ ๓ ถ้วย ปอกกระท้อน ฝานเป็นชิ้นๆ นำไปแช่น้ำเกลือประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วบีบน้ำเกลือออก ใส่ลงในน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ แช่ทิ้งไว้ประมาณ ๒ ชั่วโมง ทุบน้ำแข็งใส่รับประทานได้

กระท้อน

ปอกกระท้อน ฝานเป็นชิ้นๆ แช่ในน้ำเกลือ

กระท้อนแช่ในน้ำเชื่อม

กระท้อนลอยแก้ว

งานเขียนชิ้นแรก ๑๑

ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

 
คุณหญิง รามบัณฑิตสิทธิเศรณี กับน้องสาว


          ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา หม่อมเจ้าสุธารส สิงหรา พระบิดา ม.ร.ว. วงศ์สินธุ์ สิงหรา สิ้นพระชนม์ชีพ หม่อมเล็กมารดาได้มาทูลขอลาเอาคุณวงศ์สินธุ์ออกไปอยู่ด้วย แต่นั้นมาเรือนท่านย่าเคยมีวัว ๓ ตัว ด้วยปีฉลูเหมือนกันหมด ก็จะเหลือแต่วัว ๒ ตัว ดูจะเงียบเหงาไปมาก เรื่องซุกซนหัวไม้ค่อยคลายลงบ้าง
          การสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ ๖ ก็ผ่านไปแล้ว โดยไปสมัครสอบข้อสอบกระทรวงกับโรงเรียนสายปัญญา ผลการสอบไล่ หม่อมเจ้าหญิงคันธรสรังษี ม.ร.ว. ฟูผล กับ ม.ร.ว. วัฒนพันธ์ สอบได้คะแนนเยี่ยม ม.ร.ว. อาไทย กับข้าพเจ้า และคุณๆ อื่นอีกหลายคนได้รองๆ ลงมา ที่สอบตกหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ซึ่งจำชื่อไม่ได้ การเรียนในวังก็ยุติลงแค่นี้ ไม่ต้องไปเรียนหนังสืออีกแล้วเรียกว่าเป็นสาวแล้ว ต้องผลัดเครื่องแต่งกายประจำวันจากนุ่งผ้าซิ่นไหม มาเป็นนุ่งผ้าโจงกระเบนทุกคนแบบผู้ใหญ่ แต่ไม่ต้องกินหมาก ตอนนี้ก็ขาดเพื่อนไปอีกหนึ่งคน แม่ฉวีใหญ่ได้ทูลลาไปอยู่บ้านกับบิดา มารดา เพื่อเตรียมตัวสมรสกับร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์  คุณหญิงศรีคำโตขึ้นเป็นสาวสวยคมคายน่ารัก ก็มีท่านป้า คือหม่อมเจ้าหญิงเครือมาสวิมล มาทูลลารับไปเที่ยวเตร่ดูหนังโรงพัฒนากร (เป็นโรงหนังที่หรูหราในยุคนั้น) กลับเข้าวังมาก็มาคุยฟุ้งเรื่องหนัง ข้าพเจ้ามีความดิ้นรนที่อยากจะได้เห็นโรงหนังพัฒนากรมั่ง ด้วยความสงสาร คุณหญิงเยี่ยมรามบัณฑิตสิทธิเศรณี จึงทูลขออนุญาตจากท่านย่ามารับข้าพเจ้าไปค้างบ้านแล้วพาไปดูหนังโรงพัฒนากร ข้าพเจ้าเรียกว่า พี่เยี่ยม ด้วยเป็นข้าหลวงรุ่นใหญ่และอยู่ในความปกครองของท่านย่า หม่อมเจ้าหญิงเครือมาสวิมล มารับคุณหญิงศรีคำไปค้างยังวังของท่านแทบทุกอาทิตย์ และต่อมาก็ได้ขอประทานตัวไปทำการสมรส ที่เป็นพิธีถูกต้องอย่างสมเกียรติ
          คุณหญิงศรีคำกับข้าพเจ้ารักเห็นอกเห็นใจกันมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาว มิใช่รักกันเพราะเราเป็นญาติกัน เรามีความผูกพันกันทางใจมาเป็นเวลาอันนานแสนนาน บัดนี้เราจะต้องมาจากกันอีกแล้ว เรือนท่านย่าจะเหลือแต่วัวตัวเดียว ท่านย่าทรงกรรแสงทุกคืนตอนข้าพเจ้าเหยียบถวาย มีพี่บรรจงกับพี่สอนเห็นอกเห็นใจท่าน มักจะมาคุยและปลอบใจท่านอยู่บ่อยๆ พิธีสมรสคุณหญิงเจ้านายทรงเห็นดีเห็นงามได้ประทานเครื่องเพชรในวันทำพิธีสมรส ทุกชิ้นเป็นพลอยสีม่วงแก่ล้อมเพชรรอบ เช่น จี้ห้อยคอ ต่างหู กำไล แหวน ครบชุดให้เป็นของรับไหว้เลย ส่วนท่านย่ารับไหว้เป็นแหวนทับทิมพม่าหลังเบี้ยเม็ดโต มีเพชรลูกเม็ดเขื่องฝังข้างละ ๑ เม็ด ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะให้นอกจากน้ำตา
          เปลี่ยนการปกครอง บ้านเหลืองเมืองแตก ตอนนี้พระวิมาดา สิ้นพระชนม์แล้ว เหลือแต่สมเด็จหญิงพระองค์น้อยก็จะเสด็จหนีการเมืองไปประทับประเทศชวา ต้องมีการคัดตัวข้าหลวง ใครเป็นคนโปรดก็ได้ติดตามเสด็จไป นอกนั้นโปรดให้กลับคืนออกไปอยู่กับพ่อ-แม่ ซึ่งบางคนก็ดีใจมากเหมือนนกได้ถูกปล่อยออกจากกรง แต่บางคนติดใจกรงนกไม่อยากไปก็ร้องไห้ปรับทุกข์กัน คุณป้าเฉลยมารดาพี่บรรจงได้นำข้าพเจ้าไปฝากเป็นครูสอนหนังสืออยู่โรงเรียนเทเวศน์ศึกษา ได้รับเงินเดือนๆ ละ ๑๒ บาท เป็นที่ตกใจมาก เมื่อฟังเงินเดือนตั้ง ๑๒ บาท ไม่รู้จะใช้ยังไงไหว เคยใช้เดือนละหนึ่งบาทจากท่านย่าแล้วข้าพเจ้าก็ถูกส่งตัวมาอยู่กับพ่อ-แม่ คนที่เหลือนอกนั้นทั้งหมดไม่ว่าพระองค์เจ้าหรือหม่อมเจ้า คนธรรมดา ก็ต้องย้ายออกจากวังสุนันทาไปปลูกเรือนให้อยู่ใหม่ในที่ดินซึ่งเรียกว่า โรงเลี้ยงเด็ก เป็นที่เก่าแก่ของพระวิมาดาเธอ โดยทิ้งวังสุนันทากันเลย บัดนี้ วังสุนันทา ก็ได้กลายเป็นสถานศึกษาใหญ่โต คือ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา
          ข้าพเจ้าออกมาอยู่นอกวังแล้ว ก็ได้ไปมาหาสู่คุณหญิงศรีคำเรื่อยมาตลอด วันหนึ่งคุณหญิงซื้อของกินจากบางลำภู มาทานรวมกับข้าพเจ้าที่โรงเรียน ข้าพเจ้าบอกกับคุณหญิงว่า “ข้าพเจ้าจะแต่งงานเร็วๆ นี้นะ” คุณหญิงถามว่า “พระเอกหล่อไหม” ข้าพเจ้าว่า “เป็นชายนิสสัยดี มีปริญญาตรี ขณะนี้รับราชการเป็นหลักฐาน” คุณหญิงว่า “ดีซี” ข้าพเจ้านึกสนุกคิดว่า ครั้งนี้ต้องมีการโกหกกันให้สนุกซักทีเหอะ เลยตอบไปว่า “ก็ไม่ดีนัก ยังมีข้อเสียที่ต้องกลุ้มใจ” คุณหญิงว่า “เสียอะไรล่ะ” ข้าพเจ้าว่า “เขาหัวโกร๋น” “หัวโกร๋นก็ใส่วิกได้นี่” คุณหญิงว่า ข้าพเจ้าเลยบอก “ไม่เท่านั้นนะซี ยังแถมตาถั่วไป ๑ ข้าง” คุณหญิงชักหน้าเสีย มองข้าพเจ้าแล้วว่า “ตาถั่วก็ใส่แว่น ไม่มีเงินซื้อ จะซื้อให้” ข้าพเจ้าหัวเราะ "ยังมีอีก อันนี้ขายหน้ามากแล้วแก้ยากด้วย คือเขาเดินขาเป๋ เวลาเดินน่าเกลียดมาก” ขณะนั้นเราพึ่งทานอาหารคาวเสร็จ ยังไม่ได้ทานของหวานและผลไม้ที่คุณหญิงซื้อมา คุณหญิงรีบเก็บขนมและผลไม้กลับคืนใส่ถุงไม่เหลือไว้ให้ข้าพเจ้าเลย ลุกขึ้นสวมรองเท้า หิ้วกระเป๋ากลับไป แล้วยังหันหน้ามาว่าข้าพเจ้าอีกว่า “จะมีผัวซักที หาดีไม่ได้ก็อย่าไปมีมันเสียเลยดีกว่า” ว่าแล้วรีบเดินหนีไปโดยเร็ว ข้าพเจ้าลุกวิ่งตามไปตะโกนให้กลับมาก่อน โกหกให้น่ะ เขาเดินอ้าวไปเลยไม่ทราบว่าในใจเขาคิดยังไง

Saturday, June 25, 2011

งานเขียนชิ้นแรก ๑๐

ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

น.ส. พูล อมาตยกุล


          คืนวันหนึ่ง คุณหญิงศรีคำกลับลงมาจากบนตำหนัก มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า "มีทางจะแก้แค้นหม่อมเขียนแล้ว ต้นหว้าลูกใหญ่ที่ปลูกอยู่มุมสนามใบพัดกำลังมีลูกดกแต่ยังไม่แก่จัด ท่านทรงเรียกหม่อมเขียนมามอบให้ดูแลรักษา พอลูกแก่จะเก็บไปทูลเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗" ข้าพเจ้ารีบถามว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ ไปขโมยอีกเรอะ” คุณหญิงว่า “เราอย่าเก็บหมดซี ของจะเอาไปทูลเกล้าถวาย เราเก็บกิ่งไหนก็เอาแต่กิ่งเดียว คราวนี้อยากกินจริงๆ ลูกโตดำมืดเท่าหัวแม่มือแน่ะ ท่านเสด็จลงทอดพระเนตรทุกวัน ถ้าหายบางตาไป หม่อมเขียนโดนกริ้วแย่เลย คุณวงศ์สินธุ์อาสาจะเป็นคนปีนขึ้นต้น แล้วโยนลงมาให้เราสองคนคอยเก็บ” ตกลงกันเรียบร้อยว่าพรุ่งนี้จะลงมือทำตอนกลางวันที่หม่อมเขียนนอน  แล้วต้องทำตอนบ่ายที่นักเรียนเข้าห้องเรียนหมดแล้ว ผู้คนจะได้ไม่พลุกพล่าน เรา ๓ คน ยอมขาดเรียนลาป่วยภาคบ่าย ได้เวลาเงียบดี คุณวงศ์  สินธุ์ก็ขึ้นปีนต้น ข้าพเจ้ากับคุณหญิงถือถุงยืนรอโคนต้น หม่อมเขียนเดินออกมาจากเรือนทำท่าจะเดินมาที่ต้นหว้า เรา ๓ คน ตกใจที่สุด ข้าพเจ้าร้องเบาๆ ว่า “ตัวใครตัวมัน” แล้วดึงข้อมือคุณหญิงวิ่งอย่างเร็วขึ้นไปบนเขาดิน เลยแอบดูเห็นหม่อมเขียนเดินเลี้ยวไปทางบนตำหนัก ที่แท้แกไม่ได้เห็นเราสักหน่อย ค่อยหายตกใจ นึกถึงคุณวงศ์สินธุ์ขึ้นมาได้ รีบวิ่งมาดู ที่ไหนได้ตกลงมาจากต้นหว้านอนจุกลุกไม่ขึ้น ข้าพเจ้ากับคุณหญิง ช่วยกันหิ้วปีกมาคนละข้าง ลากมาจนถึงเรือน น.ส. พูล อมาตยกุล ที่แท้เป็นเรือน น.ส. ขนมต้ม อมาตยกุล ผู้เป็นอาของ น.ส. พูล แม่พูลนี้ชอบกับพวกเราทุกคน เราเคยไปกินข้าวที่เขาเสมอ เขาช่างทำของอร่อยๆ ไว้เลี้ยงพวกเรา แต่แม่ขนมต้มอาของเขาแก่แล้วและไม่ถูกชะตากับพวกเรา เราช่วยกันครึ่งลากครึ่งจูงคุณวงศ์สินธุ์มาให้แม่พูลรักษาให้ เขาเอาหม่องทาที่หน้าอก หน้าท้อง แล้วให้กินยาหอม เดี๋ยวก็ค่อยยังชั่ว พอแข็งแรงดีด่าคลุ้งเลยหาว่าทิ้งไว้คนเดียว เอาตัวรอดกันหมด แม่พูลว่า “เอาน่าอย่าเถียงกันเลย ทำผิดแล้วยังไม่รู้อีก นั่นแหละผีมันผลักลงมาละไม่รู้จักที่ตาย ของท่านจะเก็บไว้ทูลเกล้าถวาย อย่าไปขโมยอีกนะผีวังดุ ผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังมาหลายเรื่องแล้ว ซุกซนหนีออกไปเที่ยวนอกตำหนักก็เหมือนกันอย่าไปบ่อยนัก โขลนจับได้สักวันนึงแน่ ถ้าไม่ทรงเลี้ยงโทษถึงคืนกลับไปบ้าน คุณพ่อคุณแม่พวกเธอจะเสียใจแค่ไหน ส่งให้มาอยู่ในวังหวังหัดงานแม่บ้านฝึกกิริยามารยาท กลับไปทำอ้ายสิ่งที่ไม่ควรทำ เอางี้ดีกว่า ฉันได้บทละครเรื่องสาวเครือฟ้ามา ๑ เล่ม อ่านแล้วสนุกดี พวกเธอเอาไปอ่านแล้วเรามาหัดเล่นละครกัน ซนอยู่บนเรือนใครเขาก็ไม่ว่าดีไหม” พวกเราเห็นดีเห็นงามด้วยเลยหัดละครกันแต่นั้นมา ตัวละครมีคุณวงศ์สินธุ์ เป็นพระยาณรงค์สงคราม ข้าพเจ้าเป็นคุณหญิงจำปา ม.ร.ว. ฟูผล ชมพูนุช เป็นคนสวยจัดให้เป็นตัว สาวเครือฟ้า น.ส. ฉวี (เล็ก) ทองเอกราช เป็นคนสวยให้เป็น เครือณรงค์ (พระเอก) คุณหญิงศรีคำให้เป็น นางคำเจิด พี่เลี้ยงสาวเครือฟ้า น.ส. ฉวี (ใหญ่) มิลินทะจินดา เป็นคนบอกบท น.ส. เพิ่ม เดชะคุป มีหน้าที่แต่งตัวละครช่วยกันกับ น.ส. สอน สุขกิจ น.ส. พูล ทำอาหารเลี้ยงและอำนวยการทั่วไป น.ส. สุดา บูรณศิริ ให้ขนโต๊ะ เก้าอี้ ขึงม่าน จัดฉากและเป็นภารโรงไปในตัวด้วย จัดเล่นตอนกลางวันของวันที่เจ้านายเสด็จบางคอแหลมเพื่อเยี่ยมประชวร สมเด็จชายเจ้าฟ้ายุคลฑิคัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศ โอกาสต้องเป็นของเราด้วยกว่าจะเสด็จกลับก็ค่ำ เราเริ่มจัดฉากตกแต่งห้อง ขนโต๊ะเก้าอี้ตามแต่จะมีอยู่มาตั้ง ถึงเวลาทานข้าวเที่ยงแล้วก็ลงมือเล่นกัน สนุกที่สุด บ้าๆ บอๆ หัวร่อกันคับห้อง คนมาชมละครโดยมากเป็นพวกเราที่ไม่ได้เล่นแล้วมีข้าหลวงรุ่นเล็ก คุณหญิงศรีคำ เวลาซ้อมไม่ยอมร้องเพลง จะขอพูดเอาแทนร้อง เราก็ตกลงตามใจ ครั้นถึงบทก็ปล่อยตัวออกมา พูดก็ไม่ยอมพูด ออกมานั่งเฉยๆ ว่าเข้าหัวเราะคิกคักอายเล่นไม่ได้เลยต้องให้นั่งไว้เฉยๆ และประกาศว่า “ตอนนี้คำเจิดเป็นใบ้” เล่นกันจนจบตอนสุดท้ายให้ฉวีเล็กซึ่งเป็นพระเอกจูบสาวเครือฟ้า ไม่ยอมจูบอีกหาว่าจูบยังไง จูบไม่เป็นเลยต้องให้จับมือแบบฝรั่งแทนจูบ เลยได้ฮากันครืนใหญ่ ไม่ทราบใครที่หนวกหูพวกเรา แอบไปบอกแม่ขนมต้มบนตำหนักให้ย่องมาดู มาถึงโมโหหุนหันฉะแม่พูลผู้เป็นหลานสาวก่อนใครหาว่าเอาห้องเขามาทำโรงยี่เกทำไม แล้วรีบกลับไปรายงานให้คุณพระเลื่อนทราบทันที คุณพระเลื่อนมาพวกเรากำลังผลัดชุดละครออก คุณพระเลื่อนชี้หน้าว่าอะไรเยอะแยะจำไม่ได้ แล้วว่าเสด็จกลับจะกราบทูล รุ่งขึ้นจำได้ว่า คุณพระเลื่อนกราบทูลแล้ว ทรงทราบว่า ม.ร.ว. ฟูผล เล่นด้วย (คุณฟูผลนี้เป็นคนที่ทรงโปรดปรานมาก) ทุกคนเลยพ้นผิดรอดตัวไป โดยรับสั่งว่า “มันเล่นกันตามประสาเด็กๆ ไม่เสียหายอะไรก็ช่างเถอะ แต่บอกให้รู้ทั่วกัน ต่อไปขืนทำยังงี้อีกจะเฆี่ยน ไม่ได้เอามาเลี้ยงให้เต้นกินรำกิน”

Friday, June 24, 2011

งานเขียนชิ้นแรก ๙

 ม.ล. เนื่อง นิลรัตน์

น.ส. ฉวี มิลินทะจินดา และ น.ส. พูล อมาตยกุล

          ที่คุณหญิงศรีคำว่าคุณสรัทกลัวข้าพเจ้านั้น มันมีเรื่องนิดเดียวที่ข้าพเจ้าบังเอิญไปรู้เข้า คือคุณสรัทแอบแนะนำพี่ชายของตนซึ่งอยู่บ้านนอกวังให้รู้จักกับข้าหลวงสวยคนหนึ่ง และได้มีจดหมายติดต่อถึงกัน ก็เท่านั้นเอง เขาไม่เคยได้ออกไปพบกันเลย ถึงกระนั้นก็เถอะ ถ้ารู้ถึงหูผู้ใหญ่ว่าเขียนจดหมายคุยกับผู้ชาย ถือว่าเป็นความผิดอย่างมหันต์ โทษถึงเลี้ยงไม่ได้ต้องคืนตัวไปให้พ่อแม่เชียว ทำไมข้าพเจ้าจึงรู้เรื่องเขา วันนั้นท่านย่าใช้ข้าพเจ้าให้เอาน้ำอบไทยไปให้นายป๋อ นายป๋อนี้เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แต่เพราะเป็นนายใหญ่ควบคุมประตูวัง คอยจับข้าหลวงไม่ให้ออกไปนอกประตูวัง ชายคนนี้ยืนลับล่ออยู่นอกประตูวัง เห็นข้าพเจ้าเข้ารู้จักกัน เพราะตอนเป็นเด็กเขาเคยอยู่ในวังกับแม่เขามาก่อน แล้วออกไปอยู่นอกวังเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ เขากวักมือเรียกข้าพเจ้าและกระซิบฝากจดหมายมา ข้าพเจ้าก็เอามาเปิดอ่านกับคุณหญิงศรีคำ เราจึงรู้เรื่องของเขา แล้วข้าพเจ้าก็เอาจดหมายให้คุณสรัทแล้วว่า “เธอเป็นสื่อให้กับใครก็เอาไปให้เขาเสีย” คุณสรัทขอร้องไม่ให้ข้าพเจ้าเอาไปพูดกับใคร ข้าพเจ้าจึงเอาเรื่องนี้มาขู่เขาให้ไปเอากุญแจเรือมา เขาจำต้องยอม โชคยังเป็นของเราที่หม่อมเขียนหลับ เลยได้กุญแจมาอย่างง่ายดาย เราไขเอาเรือออก ๒ ลำ ลงไปนั่งพายกันลำละ ๓ คน มีคุญหญิงศรีคำ คุณสรัทและข้าพเจ้า อีกลำมี ม.ร.ว. วัฒนพันธ์ น.ส. สุดา และ น.ส. ฉวี มิลินทะจินดา เราเรียกกันว่าฉวีใหญ่ ต่อมาได้สมรสกับ ร้อยตรี สฤษดิ์ ธนะรัช (จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัช) ที่จริงแล้วคำว่า นางสาว ที่เรียกกันมาทุกคน อยากจะเรียกว่า คุณโน่น คุณนี่ จะแย่เสียแล้ว แต่เรียกไม่ได้ ในวังถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จะเรียกใครว่าคุณ ผู้นั้นต้องเป็น คุณจอม เช่น คุณจอม หม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ หรือผู้เป็น หม่อมราชวงศ์ จึงเรียกคุณได้ ถ้าเป็นหม่อมหลวง เรียกคุณไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น หม่อมหลวงดังชื่อต่อไปนี้ ต้องเรียกแม่ เช่น แม่เนื่อง แม่เฉลียว แม่สละ แม่สมนึก แม่สมาส แม่มานิต ผู้เป็นนางสาว ถึงจะเป็นลูกพระยาเจ้าเมือง เช่น นางสาวเพิ่ม เดชะคุป ธิดาพระยาโบราณราชธานินก็เรียก แม่เพิ่ม นางสาวสุดา บูรณศิริ ธิดาพระยาอรรคราชโยธิน ก็เรียก แม่สุดา พอออกมาอยู่นอกวัง ทุกคนที่เคยเป็นแม่กลับกลายเป็นคุณหมด อย่างข้าพเจ้า ใครก็เรียกคุณเนื่องแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอเกิดชาติใหม่
          แล้วเราก็หัดพายเรือเก้ๆ กังๆ หมุนไปหมุนมาอยู่ในโรงเรือนั่นแหละ ไม่กล้าพายออกมานอกหลังคาคลุม ด้วยกลัวจ้าวนายทอดพระเนตรเห็นเข้า คุณหญิงศรีคำเป็นผู้ถามคุณสรัทขึ้นมา “เธอไปเอากุญแจมาได้ยังไง หม่อมแม่ไม่เห็นรึ” คุณสรัท ตอบว่า “แม่หลับ” ข้าพเจ้าก็เลยว่าต่อไปให้เลยว่า “คนแก่จะไปรู้อะไร หลับแล้วเหมือนตายเลย งกพิลึก เข้าของก็ไม่ใช่ของตัวทำงกไปได้ ตายเมื่อไหร่จะเอาเรือทำฟืนเผาไปให้” ว่าแล้วก็วาดเรือเทียบตลิ่งก้าวขึ้นบก เงยหน้าเจอหม่อมเขียนยืนท้าวเอว หน้าตาถมึงทึงตาเขียวเชียว ตกใจแทบช๊อคตาย เสียงหม่อมเขียนตวาดว่า “ไปขโมยกุญแจมาไขเอาเรือเล่นแล้วยังมาด่าให้อีกแน่ะ คนอะไรเก่งไม่เคยพบเคยเห็น” แล้วกระชากข้อมือคุณสรัทไปชำระความกันแม่ๆ ลูกๆ พวกเราไม่รอช้าวิ่งหนีหายวับเข้าห้องเรียนไปเลย เพราะได้เวลากระดิ่งเข้าเรียนพอดี สักครู่ คุณสรัทก็เข้ามานั่งที่โต๊ะเรียน ตาแดงช้ำแสดงว่าร้องไห้มา แต่เขาไม่พูดกับพวกเราเลย ข้าพเจ้าอดไม่ได้ถามเขาว่า “หม่อมแม่ว่าไง กะอีเรื่องลงไปนั่งเรือเล่นเฉยๆ ไม่ได้ไปฆ่าใครตายซักหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” คุณสรัทจึงว่า “แม่บอกว่าจะขึ้นไปกราบทูลให้ทรงทราบ ถ้าเรือเกิดชำรุดเสียหายไป แม่จะได้ไม่มีความผิด” คุณหญิงศรีคำโทษะเต็มประดาปล่อยทีเด็ดออกมาว่า “เชิญเลย เชิญขี่ม้า ๓ ศอกไปทูลเลย ถ้ามีการซักฟอกถูกเรียกตัวไปกริ้ว ฉันจะให้การว่า เธอกับแม่ขโมยดอกไม้ที่ทรงหวงห้ามไปมัดพวงหรีดให้ลูกชายเอาไปวางศพใครไม่รู้ ๓-๔ ครั้งแล้วด้วย เธอเอาไปเล่าให้แม่เธอฟังได้เลย” จากวันนั้นมาเรื่องก็เงียบไป ไม่มีการเพ็ดทูลใดๆ แต่คุณสรัท หม่อมแม่คงห้ามไม่ให้พูดกับพวกเราไปตั้งหลายวัน ต่อมาหม่อมเขียนย่องมาฟ้องคุณครูจันทร์ (อาจารย์ใหญ่) ว่านักเรียนห้องมัธยมปีที่ ๖ ชอบไปส่งเสียงอึกกะทึกข้างเรือน จะหลับนอนพักผ่อนไม่ได้เลยหนวกหูที่สุด ขอให้กักบริเวณอยู่เฉพาะหน้าอาคารโรงเรียน ไม่ให้ไปเล่นที่เรือนข้าหลวงสมเด็จหญิงพระองค์กลาง (สมเด็จเจ้าฟ้า มาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา) จากนั้นมาพวกเราก็ถูกห้ามไปเล่นในเขตนั้น